วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หงุดหงิด คนเราแสดงอาการหงุดหงิดออกมา 2 ลักษณะด้วยกัน

หงุดหงิด คนเราจะแสดงอาการหงุดหงิดออกมา 2 ลักษณะด้วยกัน คือการเผชิญหน้าและการยอมจำนน ถ้าเราเชื่อว่าเราไม่ใช่คนผิด ไม่ว่าเราจะหงุดหงิดเพียงใดก็ตาม เราจะวิ่งชนปัญหานั้น ๆ ทันที



แต่ถ้าเหตุการณ์กลับกัน เราคือผ่ายผิด เราก็จะยอมจำนนแทน แต่ยังรู้สึกโกรธอยู่ในใจ สำหรับคนที่มีอาการหงุดหงิดแบบเผชิญหน้า มักจะสบตาหรือจ้องเขม็ง พูดเน้นย้ำ วีลีเดิม ๆ เข้าไกล้คนอื่นในระยะประชิดตัว เขย่าแขน ชี้นิ้ว ยักไหล่ ส่วนคนที่หงุดหงิดแต่ยินยอมจำนน จะถอนหายใจ หายใจเร็ว เท้าเอว หน้าตาบูดบึ้ง เอามือประสานไว้ที่ศีรษะ หรือท้ายทอย เคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าปกติ แต่เมื่อรู้สึกผิดจะมีอาการกรอกตา หรือหลับตา สั่นศีรษะ สะบัดมือ ยักไหล่ เดินหนีไป

โกรธ เมื่อคนเราโกรธมักแสดงออกมาในรูปของความก้าวร้าว

โกรธ เมื่อคนเราโกรธมักแสดงออกมาในรูปของความก้าวร้าว ปกป้องตัวเองและถอนตัวออกมา อาการก้าวร้าวเป็นฟฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้



ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังโกรธ พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกด้วยความก้าวร้าว อาการของคนที่กำลังโกรธจะแสดงอาการดังนี้ หน้าแดง แขนประสานกัน เท้าสะเอว หายใจถี่และเร็ว พูดคำซ้ำ ๆ กัน ชี้นิ้ว เคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว เครียด กัดฟันแน่น เม้มปาก หน้านิ่วคิ้วขมวด ตัวสั่น กำหมัดแน่น หงุดหงิดจนควบคุมแขนไว้ไม่ได้ หัวเราะแบบเสียดสี โดยปกติแล้วคนที่โกรธแล้วมีท่าทีป้องกันตัว เช่นกัดฟัน ประสานมือเข้าหากัน แต่จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างฉับพลัน ทันด่วน ร่างกายจะแข็งทื่อ แขน ขา แนบติดตัว หน้านิ่งไม่สบตา



ส่วนคนที่โกรธแล้วถอนตัว เขาจะไม่สบตาและหันร่างกายไปทางอื่น เงียบ หรืออาจจะเดินออกไปให้พ้นจากบริเวณนั้น

เบื่อ มีสาเหตุมาจากความเครียด

เบื่อสาเหตุมาจากความเครียด จนทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเหนื่อยล้า จึงต้องการกิจกรรมอื่นเพื่อทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกครั้ง อาการที่สังเกตได้ว่าเขากำลังเบื่อ คือ ลูกตากลอกไปมาอย่างไร้จุดหมาย เพ่งมองออกไปไกล หรือก้มมองนาฬิกาหรือสิ่งของอยู่บ่อย ๆ



ไขว้ขาและไขว้ขาสลับไปมา หักนิ้วเล่น ขยับปากกา ดินสอ หรือแว่นตาเล่น ดึงตัวออกห่างจากคนอื่น ๆ เอนตัวไปข้างหลัง โยกศีรษะไปมา ยืดแขนขา เขย่าหรือขยับแขน ขา อยู่ตลอด


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พฤติกรรมในสาธารณะ

ใบหน้าที่แสดงออกต่อโลกภายนอก มักไม่ใช่ใบหน้าที่แท้จริง แต่สิ่งที่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงก็คือ เสื้อผ้า การแต่งกาย ทรงผมต่างหาก เป็นที่ยอมรับกันว่า คนที่แต่งกายดูดี สะอาดสะอ้าน จังแต่งทรงผมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จะเป็นบุคคลที่สะดุดตาคนทั่ว ๆ ไป แต่ใบหน้าที่แสดงออกในที่สาธารณะ กลับเป็นเพียงหน้ากากเท่านั้น เพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง ที่อยู่ในใจ ซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง เห็นแก่ตัว



แต่ในบางเวลาซึ่งอยู่ในสภาวะที่เร่งรีบ หน้ากากที่สงบอยู่ หลุดออกมาเผยให้เห็นความชั่วร้าย ต่ำทราม ของจิตใจในชั่วขณะหนึ่ง ในเวลานั้นคนเรามักแสดงตัวจริง ๆ ออกมา มีการป้องกันตัวและแสดงความรู้สึกส่วนตัวออกมาจนลืมใบหน้าอันเงียบสงบ นิ่งเฉย ของหน้ากากไปทั้งหมด ฟฤติกรรมที่เผยออกมานี้ สามารถสังเกตได้ในสถานะการณ์ที่มีแต่การแข่งขันเร่งรีบ ทุกอย่างจะเผยออกมาทางใบหน้าทั้งหมด



ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม จะช่วยปิดบังความเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์เอาไว้ ในขณะที่เราพยายามควบคุมตัวเองอย่างระมัดระวัง แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ซึ่งมันเผยให้เห็นจิตใจที่แท้จริงภายใต้รอยยิ้ม

ตามธรรมชาติแล้วรอยยิ้มหมายถึง ความสุข ความพอใจ แสดงถึงการขอโทษ การป้องกันตัว หรือการขอร้องให้ยกโทษให้ วันทั้งวันที่เรายิ้ม จึงไม่ได้หมายความว่าเรากำลังอารมณ์ดี รอยยิ้มอาจปรากฏขึ้นมาบิดบังความรู้สึกโกรธ รำคาญใจ หรือยิ้มเพราะหวังผลทางธุรกิจ ความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงาน แต่น้อยครั้งที่จะยิ้มเพราะอยากยิ้มจริง ๆ ดังนั้นรอยยิ้มคือ หน้ากาก ที่เราสวมไว้ตลอดเวลาที่อยู่ในสังคม

แต่เมื่อใดที่มนุษย์ได้กลับคืนสู่อาณาเขตดินแดนส่วนตัวอีกครั้ง หน้ากากจะถูกสลัดไปทันที ถ้ามีใครมาทำอะไรให้รู้สึกขุ่นใจ ก็จะโต้ตอบกลับไปด้วยการแสดงความรู้สึกเชิงลบออกไป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครนอกจากตัวเอง การตอบโต้จึงมีความรุนแรง และรวดเร็ว แต่ในสภาวะตึงเครียดหรือเรื่องราวที่ทำให้รู้สึกกดดันมาก ๆ หน้ากากไม่สามารถเก็บซ่อนฟฤติกรรมที่เิกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ทุกครั้งที่มีเหตการณ์เริ่มจะตึงเครียดขึ้น ร่างกายจะผลิดเหงื่อออกมามากกว่าปกติ หรือถ้ารู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ มือเท้าสั่นหรือแกว่งไปมาจนไม่สามารถควบคุมได้ แต่มนุษย์จะปกปิดความผิดปกติเหล่านี้ ด้วยการเอามือมาล้วงกระเป๋า หรือหาของหนักมากดทับเอาไว้ หรือเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกตินั้น



กระบวนการบิดบังความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงเป็นกระบวกการที่มีความซับซ้อนและเป็นสิ่งที่มีอยุ่ในตัวมนุษย์ตลอดเวลา ไม่สามารถยกเว้นหรือกำจัดออกไปได้ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ท่ามกลางสายตาคนอื่น แต่เมื่อใดที่มนุษย์กลับเข้าไปอยู่ในมุมมืด หรือเวลาลับตาคน จึงสามารถสลัดหน้ากากที่บิดบังเอาไว้ได้ บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถถอดหน้ากากออกได้ เพราะว่ากลัวถ้าแสดง ความรู้สึกที่แท้จริงออกไปอาจจะทำให้ผิดใจกันได้ หรือถูกคำว่า ศีลธรรม ความถูกต้อง หรือมารยาททางสังคม มากดทับเอาไว้ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จะคอยบอกว่า สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ สอนว่า การคุ้ย แคะ แกะเกา ร่างกายส่วนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เมื่ออยู่ในสังคม



การปิดบังบางอย่างก็มีผลมาจากการเรียนรู้หรือซึมซับเอาจากวัฒนธรรมประเภณีปฏิบัติของสังคมและเป็นเรื่องที่ทุกชนชาติ ทุกภาษา มีการพูดถึงกันอยู่เสมอ แต่จะแตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรม

อาการของคนที่ซื่อสัตย์ จริงใจ ได้แก่ จะมีท่าทีผ่อนคลายและเปิดเผย สบตาอยู่เสมอ มีรอยยิ้มที่อบอุ่น นัยน์ตาที่อ่อนโยน ส่วนคนที่ไม่ซื่อสัตย์จะมีลักษณะตากลอกไปมาตลอดเวลา กระสับกระส่าย พูดเร็ว ทำท่าจริงใจเกินไป เหงื่อแตก มีอาการสั่น เลียริมฝีปากบ่อย โน้มตัวมาข้างหน้า

คนที่กำลังใช้ความคิดหรือสนอกสนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ จะมีท่าทางคล้ายคนที่กำลังกลัดกลุ้ม คือ การหยุดนิ่งเฉย ไม่เคลื่อนไหว ซึ่งแสดงถึงการมีสมาธิ ในการฟัง หรือครุ่นคิด โดยมากคนที่กำลังใช้ความคิดจะมีอาการรักษาการสัมผัสทางตาไว้ระดับคงที่ เพ่งมองไปยังวัตถุ สงบนิ่ง มือจับที่ปลายคาง กัดปากกา ดินสอ นิ้วมือหรือเล็บ หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ย่นหน้าผาก เอนหลังพิงเก้าอี้ เกาศีรษะ เอามือกุมศีรษะ



วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วัฒนธรรมที่ต่างกัน

แม้ว่ามนุษย์จะแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม หรือความเป็นอยู่ แต่เราทุกคนก็สามารถรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกบางอย่างได้เหมือนกัน ด้วยการดูหรือสังเกตเอาจากสีหน้าที่แสดงอารมรณ์ออกมา แต่การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้มีการถกเถียงกันต่อไปอีกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้ได้จากการเรียนรู้ทางสังคม หรือ เกิดจากพันธุกรรม เนื่องจากมีการค้นพบว่า กิริยาท่าทางหรือฟฤติกรรมต่าง ๆ ของผึ้งเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม



มีการสื่อความหมายผ่านทางอากัปกิริยาที่ทำให้ฝูงผึ้งค้นพบแหล่งอาหารแหล่งใหม่ได้เสมอ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการสื่อความหมายจากการเคลื่อนไหวหรือฟฤติกรรมบางอย่างเป็นสิ่งที่ได้รับมาจากการถ่ยทอดทางพันธุกรรมไม่ใช่การเรียนรู้

กระับวนการรับรู้ในสมอง เกิดจากการที่ข้อมูลในสมองเกิดขึ้นเองโดยกระทันหัน และเนื้อหาของข้อมูลนั้น จะเชื่อมโยงกับสิ่งที่กระตุ้นเกิดการแสดงออกทางสีหน้าในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ นั้น ได้แก่ ความสุข ความทุกข์ เศร้าใจ ตกใจ ประหลาดใจ โกรธ ดีใจ อับอาย เกลียดชัง เจ็บแค้น จึงสรุปได้ว่า สมองคือตัวบงการ



ควบคุมการแสดงออกทางสีหน้า มันจะควบคุมกล้ามเนื้อทุกมัด ที่อยู่บนใบหน้าเพื่อแสดงสีหน้า มันควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากให้ยกขึ้น เมื่อเรามีความสุขหรือดีใจ และบัีงคับให้มุมปากตกลงได้เมื่อรุ้สึกโกรธ ไม่พอใจ และย่นหน้าฝากเมื่อเกิดความสงสัย

ส่วนการแสดงสีหน้าที่เิกิดจากการเรียนรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเพณีปฏิบัติ เป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมนั้น ๆ กำหนดเป็นการตอบสนองต่อสถานะการณ์ในขณะนั้นโดยมีสภาพสังคมเป็นตัวกำหนด กฎเกณฑ์การแสดงสีหน้า สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม ลักษณะของวัฒนธรรมหรือสมาชิกในสังคม ทำให้เราต้องคอยเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ เราไม่สามารถสื่อความหมายถึงสิ่งหนึ่งในอีกสังคมหนึ่งหรืออีกวัฒนธรรมหนึ่งได้ กิริยาท่าทางหนึ่ง ก็เหมาะสมกับสภาพสังคมหรือวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้




เพราะการสื่อความหมายอาจจะผิดพลาดได้ ในสภาพสังคมหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ด้วเหตุนี้จึงสามารถสรุปรวมได้ว่า ภาษาหรือกิริยาท่าทางบางอย่างก็ไม่ต้องอาศัยการเรียนรู้ มันเกิดขึ้นเองตามสัญชาตญาณของเรา แต่บางอย่างต้องพึ่งพาการเรียนรุ็หรือเกิดจากการเลียนแบบซึ่งจะได้กล่าวในส่วนอื่นต่อไป

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การแสดงอำนาจ

เก้าอี้หรือโต๊ะทำงาน เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สามารถประกาศอำนาจหรืออิทธิพลของผู้นั่งเก้าอี้ได้อย่างดี คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่สุด สวยที่สุด สูงที่สุด จะดูมีอำนาจและอิธิพลต่อคนที่อยู่ต่ำกว่า เช่น ราชบัลลังก์ของพระมาหากษัตริย์ ธรรมาสน์เทศน์ของพระภิกษุสงฆ์ ด้วยเหตุนี้เก้าอี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการยกสถานภาพและอำนาจให้บุคคลหนึ่งได้ต้องประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้















ขนาดของเก้าอี้และอุกรณ์อำนวยความสะดวก ความสูงของเก้าอี้ จะทำให้สถานะภาพของบุคคลนั้นสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ เก้าอี้ที่มีพนักสูงจะทำให้ผู้นั้นดูมีอำนาจเหนือคนที่นั่งพนักเตี้ย ๆ เพื่อแสดงสถานะภาพของเขาต่อหน้าแขกผู้มาเยือน เก้าอี้หมุนหรือเคลื่อนไหวได้ จะแสดงอำนาจและสถานภาพได้มากกว่าเก้าอี้ขาธรรมดา





















โดยที่ผู้นั่งเก้าอี้ติดล้อจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในยามที่เขาตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่กดดัน ส่วนเก้าอี้ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ จะทำให้ผู้นั่งไม่สามรถลดความกดดันด้วยการเคลื่อนไหวได้ และจะระบายความกดดัน ตึงเครียด ออกมาด้วยท่าทางต่าง ๆ ที่แสดงถึงความรู้สึกของคน ๆ นั้น ซึ่งต่างไปจากคนที่นั่งเก้าอี้ที่เคลื่อนที่ได้ เพียงแต่การเคลื่อนที่ของเก้าอี้ไปมาโดยไม่ต้องแสดงท่านทางออกมา ก็สามารถระบายหรือลดความตึงเครียด ความกดดันลงได้แล้ว ส่วนเก้าอี้ที่ไม่มีล้อ ไม่มีที่เท้าแขนหรือพนักพิงหลังจะทำให้คนที่รู้สึกกดดัน ไม่สามารถระบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้

นักธุรกิจบางคนจะชอบนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงสูง จัดโต๊ะและเก้าอี้ให้อยุ่ในระดับที่สูงกว่าปกติ ส่วนเก้าอี้ของแขกจะถูกจัดให้อยู่ในระดับเตี้ยกว่า และตั้งอยู่ในลักษณะตรงข้าม ทำให้ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ของแขกต้องเงิยหน้าขึ้นมอง นี่เป็นกลยุทธ์ของนักธุรกิจที่หลอกล่อให้แขกรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจต่อรองกับเขาได้ หรือตกอยุ่ในสถานะการณ์ที่ต่ำกว่า นอกจากนั้นระยะห่างของคู่สนธนายังมีผลต่อความรู้สึกของผู้มาเยือนเช่นเดียวกับองค์ประกอบอื่น ๆ ยิ่งเก้าอี้ของผู้มาเยื่อนอยู่ห่างจากโต๊ะของนักธุรกิจเท่าใด จะทำให้สถานะภาพของเขาลดต่ำลงจนติดดิน

การขออนุญาตบุกรุกอาณาเขตส่วนตัว

เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องบุกรุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตส่วนตัวของบุคคลอื่น จำเป็นต้องส่งสัญญาณบอกถึงความเคารพในอาณาเขตส่วนตัวของผู้อื่น ด้วยการลดสายตาต่ำลงขณะที่นั่งลงใกล้ ๆ ผู้อื่น ในกรณีที่ต้องนั่งในสภาวะที่มีผู้คนแออัดในบริเวณนั้น ควรนั่งและมองตรงไปข้างหน้าและไม่ควรหันไปมองคนข้าง ๆ แต่เมื่อไม่ต้องการให้ใครมานั่งร่วมโต๊ะด้วย ก็สามารถทำได้ด้วยการหาที่นั่งอยู่ห่างไกลจากผู้คนเท่าที่จะทำได้ และนั่งให้ท่างจากคนที่อาจจะทำความรำคาญให้ได้
















หรือหาโต๊ะว่างที่สามารถนั่งได้คนเดียว แต่บางสถานะการณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถนั่งได้ตามลำพัง อาจใช้การนั่งที่มุมใดมุมหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งเป็นตำแหน่งถอยหลังให้กับผู้มาใหม่ แต่บอกใบ้ให้เขารู้ว่าเขาต้องไม่เข้าใกล้หรือเข้ามายุ่งวุนวาย ส่วนคนที่ชอบจัดโต๊ะทั้งหมดให้เป็นของตัวเองมักจะเป็นคนที่มีความก้าวร้าว โดยสังเกตได้จากพฤติกรรมของเขา คนที่มีความก้าวร้าวมักจะนั่งตรงตำแหน่งกลางโต๊ะ และปฏิเสธไม่ให้ผู้ใดร่วมโต๊ะกับเขาอย่างไม่มีเยื่ยใย

พฤติกรรมทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้สามารถสรุปได้ว่า คนที่ถอยหลังให้กับผู้มาใหม่ด้วยการแบ่งให้คนอื่นร่วมโต๊ะด้วย โดยตัวเองจับจองมุมใดมุมหนึ่งของโต๊ะ ต้องการอยู่ห่างจากคนอื่นเท่าที่จะทำได้ แต่จะไม่หันหน้าไปทางประตู ไม่รังเกียจที่จะมีใครมานั่งร่วมโต๊ะ แต่ขอให้เขาอยู่ตามลำพัง

ส่วนคนที่นั่งกลางโต๊ะแสดงถึงความต้องการจับจองเป็นเจ้าของโต๊ะทั้งตัว หันหน้าไปทางประตูเพื่อเป็นการป้องกันตัว ถือสิทธิ์ในอำนาจครอบครองโต๊ะตัวนั้นและแสดงถึงความสามารถในการจัดการกับสถานะการณ์และต้องการโต๊ะสำหรับตัวเอง แต่การนั่งทั้งสองตำแหน่งนี้จะชอบนั่งด้านหลังของโต๊ะและชอบนั่งโต๊ะตัวเล็ก ๆ หรือไม่ก็โต๊ะที่ติดกำแพง















วิธีต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้ความเป็นส่วนตัว จะสะท้อนให้เห็นบุคลิกภายในของคน ๆ นั้น คนที่มีบุคลิกเปิดเผยมักแสดงความต้องการของตัวเองออกมาว่าต้องการความเป็นส่วนตัว แต่พวกชอบเก็บตัวหรือไม่กล้าแสดงความต้องการ จะพยายามดิ้นรนหาที่เป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันก็ยอมให้ผู้อื่นร่วมโต๊ะด้วย แต่ต้องมีระยะห่างพอสมควร