ท่านิ้วหัวแม่มือ โดยธรรมชาติแล้ว นิ้วหัวมือมือจะเป็นนิ้วที่แสดงถึงพลังอำนาจและความเป็นตัวของตัวเอง ความมีอำนาจเหนือผู้อื่น ก้าวร้าว และมักใช้สนับสนุนท่านทางอื่น ๆ เช่น ท่าซุกมือในกระเป๋ากางเกงและยื่นหัวแม่มือออกมา แสดงถึงความลับ สิ่งที่ปกปิดเอาไว้ เรื่องลับลมคมใน หรือพยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ภายใน หรือท่ากอดอกโดยให้นิ้วหัวแม่มือชี้ขึ้น ซึ่งมี 2 ความหมายด้วยกันคือ เป็นการป้องกันตัว กับแสดงความเหนือกว่า เป็นต่อ และมักจะยืนโคลงตัวบนปุ่มนิ้วหัวแม่เท้า นอกจากนั้นนิ้วหัวแม่มือยังเป็นสัญลักษณ์แทนการล้อเลียน ไม่นับถือ เช่น สามีมักใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางภรรยาของตัวเองเมื่อกล่าวถึงเธอ
ผู้ฟังกำลังตัดสินใจในสิ่งที่เขาได้ฟัง ซึ่งในระหว่างที่กำลังมีการตัดสินใจอยู่ ไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะ ถ้ามีการลูบคางไปพร้อม ๆ กับกอดอก นั่งไขว่ห้าง หลังพิงเก้าอี้ แสดงว่าเขาตัดสินใจไปในแง่ลบ ถ้าลูกคางและนั่งในท่าเตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้น แสดงว่าการตัดสินใจของเขาเป็นบวกแน่นอน นอกจากท่าลูบคางแล้ว คนที่สวมแว่นตาจะใช้ประเมินการตัดสินใจด้วย ปากกา นิ้วมือ เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจ แสดงว่าเขาไม่มั่นใจ และต้องการความมั่นคงมากกว่านี้ เพราะการคาบวัตถุต่าง ๆ เอาไว้ เป็นการยืดเวลาการตัดสินใจออกไปก่อน
ท่าจับมือที่น่าสนใจที่สุดคือการจับมือแบบ 2 มือ เนื่องจากเป็นท่าที่สามารถแสดงความจริงใจต่ออีกฝ่ายที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญด้วยกันสองส่วน คือส่วนแรก มือซ้ายจะถูกใช้เพื่อสื่อความรู้สึกพิเศษที่จะส่งไปยังฝ่ายตรงข้าม และส่วนที่สอง มือซ้ายจะเริ่มล่วงล้ำเข้าไปในระยะใกล้ชิดของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมากแล้วท่านี้จะพบในหมู่เพื่อนฝูง คนที่มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ
คว่ำมือลงหรือกำหมัด การคว่ำมือหรือนั่งแล้วกำหมัด เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเขากำลังจะเกิดพายุใหญ่แล้ว ดังนั้นควรถอยออกมาให้ห่างเขาไว้ก่อน เพราะในตอนนี้เขากำลังโกรธจัด จวนเจียนจะระเบิดมันออกมาแล้ว แต่่ยังคงอดกลั้น แต่ถ้ายังดื้อดึงต่อไปไม่ยอมถอยออกมา ความอดกลั้นของเขาอาจจะสิ้นสุดได้และทำให้สถานะการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
งอนิ้วหัวแม่มือหรือใช้ปลายนิ้วสัมผัสกัน การใช้นิ้วเป็นของเล่นแสดงการเบื่อหน่ายอย่างสุดจะทน ถ้าพบท่าทางดังกล่าวเกิดขึ้นกับใครแล้ว ขอให้รุ้ไว้ว่าเขาทนฟังคำพูดจนเต็มกลืนแล้ว ดังนั้นควรจะรีบ ๆ พูดในสิ่งที่คิดเอาให้จบภายในเวลาอันรวดเร็วที่สุด
การซ่อนมือให้พ้นสายตา บ่อยครั้งที่เราจะพบเห็นคนที่พยายามเอามือซุกซ่อนตามที่ต่าง ๆ เช่นในกระเป๋ากางเกงหรือทำอย่างอื่นเพื่อให้มันพ้นไปไปจากสายตาของคนอื่นแต่สิ่งที่เขาเก็บซ่อนนอกจากมือแล้ว ความรู้สึก อารมณ์ที่ไม่อยากได้ยินเรื่องราวจากคู่สนทนาอีกต่อไปคือ สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ เพราะเรื่องราวดังกล่าวอาจสร้างความลำบากใจให้เขาได้ หรือรู้สึกไม่ดีถ้าต้องได้ยินเรื่องนั้น
เอามือประสานแน่นและแนบไว้ข้างลำตัว ลักษณะดังกล่าวหมายถึง โอกาส เขากำลังเล็งเห็นช่องทางที่คิดว่าคำพูดของเขากำลังจะเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งอาจจะหมายถึง ความสำเร็จ ส่วนการประสานมือไว้หลังศีรษะ จะหมายถึงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขารับรู้ ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าเหตุผลนั้นฟังไม่ขึ้น ให้รีบจัดการแก้ไขข้อมูลใหม่ทันที เพราะเขากำลังไม่แน่ใจในเหตุผลนั้น และการประสานมือไว้ที่หลังต้นคอ แสดงถึงความผ่อนคลาย และการเปิดใจรับ ด้วยลักษณะดังกล่าวนี้หมายถึงการเริ่มผ่อนคลายลงและพร้อมที่จะเปิดรับอย่างเต็มที่ หรืออาจจะหมายถึงความต้องการที่ได้สนทนาในทางที่สร้างสรรค์กว่าเดิม
ท่ากัดนิ้ว คนที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน มักใช้ท่ากัดนิ้วเพื่อระบายความกดดันออกมาและมักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากกัดนิ้วแล้ว อาจจะหาของอื่นมากัดแทน เช่น ปากกา บุหรี่ หลอด เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการความมั่นคงทางจิตใจ
จับคางเท้าคาง ใช้ในสถานะการณ์ที่มีความเบื่อหน่ายเริ่มแผ่ออกมา เช่น ในห้องเรียน ห้องประชุม สัมมนาอบรม ผู้ฟังที่เริ่มเบื่อหน่ายจะแสดงอาการออกมาด้วยการเท้าคางเพื่อพยุงไม่ให้ศีรษะเอียงไปมา ซึ่งถ้าศีรษะไม่ตั้งตรง อาจจะทำให้เขาเผลอหลับไปได้ เราจะสังเตได้ว่าคนคนนั้นเบื่อมากน้อยแค่ไหน ได้จากความกว้างของแขนข้างที่เท้าคาง หรือพยุงศีรษะอยู่ แต่ถ้าผู้ฟังเคาะนิ้วบนโต๊ะ หรือเคาะเท้าบนพื้นไปเรื่อยๆ แสดงว่าผู้ฟังเริ่มหมดความอดทนที่ต้องทนฟังอย่างเบื่อหน่ายมานานแล้ว และผู้พูดควรจะหยุดพูดได้แล้ว
ท่าเท้าคางแล้วกางนิ้วชี้ขึ้นด้านบน เมื่อผู้ฟังเอามือเท้าคางโดยใช้นิ้วชี้ชูขึ้น แล้วใชนิ้วหัวแม่มือประคองไว้ใต้คาง แสดงว่าผู้ฟังมีความคิดในแง่ลบและกำลังวิจารณ์ตัวผู้พูดอยู่ โดยปกติแล้วการใช้นิ้วหัวแม่มีอประคองหรือพยุงใต้คาง แสดงถึงความสนใจ แต่การใช้นิ้วชี้ขึ้นด้านบนแสดงถึงการวิพากษ์วิจารณ์
ท่ากำมือแนบข้างแก้มและนิ้วชี้ชี้ขึ้นมา ท่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้ฟังไม่ได้สนใจในสิ่งที่กำลังฟังอยู่ แต่ทำทีว่าสนใจเพื่อเป็นการรักษามารยาทในที่ประชุม แต่ท่าทางดังกล่าวนี้ไม่สามารถปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงได้ ผู้พูดจะรู้ทันทีว่าผู้ฟังไม่จริงใและกำลังประจบประแจง เอาใจด้วยการทำท่าเหมือนสนใจฟัง
เวลาที่เรากำลังพูดกับใครสักคน เคยสังเกตหรือไม่ว่าเขาให้ความสนใจหรือความสำคัญการการสนทนากับเราจริงหรือ? หรือเขากำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับเรา ข้อสังเกตง่าย ๆ ว่าคู่สนทนาของเราจะไม่สนใจเราในขณะที่พูด แม้ว่าท่าทางของเขาดูสนุกสนานกับการพูดคุยกับเราอยู่ คนที่เริ่มสนใจสิ่งอื่นมากกว่าคู่สนทนาของตัวเองจะหันศีรษะไปจากผู้พูด

ยิ้มและมีการโต้ตอบด้วยการพยักหน้า แต่ลำตัวและเท้าของเขาจะหันหน้าออกจากผู้พูด โดยลำตัวหรือปลายเท้าเขาจะหันไปทางอื่น หรือสิ่งที่เขาอยากจะเดินไป เช่น ทางออก ประตู ซึ่ง เป็นท่าเตรียมของเท้า เมื่อเวลาเขาตัดสินใจยุติการสนทนา เขาจะหันลำตัวหรือหมุนเท้าออกไปหาทางออกที่ใกล้ที่สุด ดังนั้นถ้าผู้พูดเข้าใจภาษากายที่เขาสื่อออกมา ก็ควรที่จะรีบจบบทสนทนา หรือถ้าต้องการจะยื้อเวลาสนทนาออกไป ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงความสนใจของอีกฝ่ายกลับมาให้ได้ ซึ่งจะทำให้เรากลับมาเป็นฝ่ายควรคุมการสนทนานั้นได้
การหันแบบสามเหลี่ยมมุมเปิด มุมการหันของลำตัวขณะสนทนาจะแสดงเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ท่าทางและความสัมพันธ์ของคนสองคนที่กำลังยืนสนทนากัน โดยยืนทำมุมเป็นรุปสามเหลี่ยม โดยหันปลายเท้าและลำตัวไปยังจุดเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงให้รู้ว่าพวกเขาเชื้อเชิญให้บุคคลที่ 3 เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย และแสดงให้เห็นถึงสถานภาพที่เท่าเทียมกัน การเชื้อเชิญและแสดงถึงความเท่าเทียมกันในวงสนทนา จะเป็นการประกาศว่ามีวงสนทนาแบบมุมเปิดเกิดขึ้นแล้ว และทุกคนสามารถเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ และเมื่อมีบุคคลที่ 4 ตามเข้ามาร่วมวง รูปสามเหลี่ยมก็จะกลายเป็นรูปสี่เหลี่ยม และวงกลม หรือ สามเหลี่ยมสองรูป ทันทีเมือมีบุคคลที่ 5 เข้ามา
การสนทนาแบบมุมปิด เมื่อคนสองคนต้องการพูดคุยอย่างเป็นการส่วนตัวหรือมีความใกล้ชิด สนิทสนมกัน ลำตัวและปลายเท้าของพวกเขาจะหันเข้าหากัน และยืนอยู่ในระยะใกล้ชิด ฝ่ายตรงข้ามจะยอมให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้ามาในอาฯาเขตของตัวเองด้วยความเต็มใจ เพื่อเป็นการยอมรับในการเข้ามาของอีกฝ่าย คนที่ยืนแบบปิดจะยืนใกล้กันถึงขั้นแทบจะแนบชิดหรือหายใจรดต้นคอกันได้ ซึ่งต่างไปจากการยืนสนทนาในแบบมุมเปิดที่เป็นการสนทนาในระดับทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีความใกล้ชิดกัน นอกจากจะแทนความหมายด้านดีแล้ว การยืนมุมปิดยังหมายถึงท่าทางที่ใช้ท้าทายกันของคนที่ไม่ถูกกัน หรือเป็นศัตรูกัน
การยืนแบบเปิดรับและกันบุคคลที่สามออกจากวงสนทนา การยืนในลักษณะแบบมุมเปิดก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นมุมปิดภายหลัง เป็นการกำหนดและการควบคุมบุคคลที่สามที่เข้ามาร่วมวงสนทนา หรือกันบุคคลที่สามออกไป ในกรณีที่บุคคลที่สามต้องการเข้าร่วมวงสนทนา จะต้องพิจารณาก่อนว่าคนสองคน ที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นยืนแบบเปิดหรือปิด ถ้าสองคนแรกยืนและหันปลายเท้ามายังจุดที่สาม จนเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยม แสดงว่า พวกเขายินยอมให้บุคคลที่สามเข้ามาร่วมพูดคุยได้ แต่ถ้าทั้งสองคนยืนแบบมุมปิดหรือหันปลายเท้าและลำตัวเข้าหากันเอง ยืนอยู่ในระยะใกล้ชิด และพวกเขามีศีรษะเท่านั้นที่หันมาทางบุคคลที่สาม แสดงว่าพวกเขาไม่ต้องการบุคคลที่สาม ในวงสนทนาของพวกเขา แต่บางครั้งในวงสนทนาก็เริ่มต้นจากสามเหลี่ยมแบบเปิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็อาจเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบปิดไป เพื่อกันบุคคลที่สาม ออกไปจากวงสนทนาของคนสองคน ซึ่งบุคคลที่สามจะรู้สึกได้ว่าตนเองควรที่จะผละออกไปจากวงสนทนาได้แล้ว