ไขว่ห้างแบบธรรมดา
การไขว่ห้างแบบทั่ว ๆ ไป จะยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว้ทับขาอีกข้างหนึ่ง ส่วนมากจะเป็นขวาทับว้าย เรามักจะใช้ท่าไขว่ห้างเพื่อบอกให้รู้ว่าตอนนี้เราถอนตัวออกมาจากวงสนทนาแล้ว และถูกใช้เป็นท่าเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อสามีและเพื่อนชาย
ไขว่ห้างแบบเลขสี่ธรรมดา
มักจะเกิดกับคนที่ชอบแข่งขัน และใช้ท่านี้เพื่อตอบโต้การแข่งขัน ส่วนท่าไขว้ห้างเลขสี่แบบบล้อก มักจะเกิดกับคนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว ชอบทะเลาะวิวาทและโต้แย้ง โดยจะใช้มือข้างใดข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นมาจับขาข้างที่พาดขึ้นมาเอาไว้ ซึ่งแสดงถึงความดึงดื้อ ใจแข็ง และพร้อมที่จะทำร้ายคนที่ต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับเขาตลอดเวลา
ท่ายืนไขว่ห้าง
เรามักจะยืนไขว้ขาก็ต่อเมื่อเราเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่รู้จักหรือคนแปลกหน้า แต่เราจะไม่กอดอก สามารถยืนอยู่ในท่าสบาย ๆ ก้าวเท้ามาข้างหน้า และชี้ปลายเท้าไปยังฝ่ายตรงข้าม เมื่อได้ยืนพูดคุยกับคนที่รู้จักหรือสนิทสนมคุ้นเคย แต่ถ้ายืนพูดคุยกับคนอื่นในท่าสบาย ๆ มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสแต่กอดอกไม่ได้หมายความว่าเรารู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจเหมือนที่แสดงออกทางสีหน้าเลย
ท่ายืนไขว้ข้อมือ
การยืนและไขว้ข้อมือ เป็นการแสดงท่าทางในเชิงลบและเป็นการป้องกันตัวเช่นเดียวกับการไขว้ขา กอดอก ผู้ชายมักจะไขว้ข้อเท้า และกำหมัดวางหรือเท้าไปที่หัวเขา ส่วนผู้หญิงจะนั่งเข่าชิด เท้าหันไปทางใดทางหนึ่ง มือวางไว้บนต้นขา เมื่อคนเรารู้สึกกดดันหรือวิตกกังวลกับบางสิ่งบางอย่าง มักจะนั่งไขว้ห้างและกัดริมฝีปาก
มนุษย์คือสัตว์สังคม ดังนั้นพฤติกรรมของตัวเองจะต้องไม่ขัดต่อสังคมหรือฝืนกระแสสังคม เช่นเดียวกันเมื่อเราแสดงความรู้สึกออกมาด้วยการกอดอก จะดูเป็นที่สังเกตมากเกินไป เพราะมันจะบอกกับฝ่ายตรงข้ามหรือคู่สนทนาว่า เขากำลังกลัว จึงเลือกที่จะใช้ท่าทางที่สามารถปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงได้บ้าง เพื่อป้องกันการถูกคุกคามจากภายนอก ซึ่งเรามักจะใช้แขนข้างหนึ่งพาดมาจับ หรือแตะแขนอีกข้างหรือการกุมมือ แต่การกุมมือมักจะใช้ต่อเมื่อต้องอยู่หน้าผู้คนจำนวนมากเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับตัวเอง
ท่ากอดอกแบบกำหมัด
เป็นการกอดพร้อมกำหมัดไว้ใต้แขนเป็นการแสดงถึงการป้องกันตัว การเตรียมพร้อมและเป็นศัตรู และมักจะมีการกัดฟัน หน้าแดง เมื่อถูกคุกคามทั้งทางด้านคำพูดและร่างกาย คนที่กอดแล้วกำหมัดมักจะมีท่าทางพร้อมจะจู่โจม
ท่ากอดอกแบบเกาะแขน
การกอดแบบนี้จะสังเกตได้ว่ามือทั้งสองข้างจะเกาะอยู่ที่ต้นแขนอย่างเหนียวแน่นเพื่อให้ดูแข็งเกร่งขึ้น เรามักจะกอดแบบนี้เมื่ออยู่ในสถานะการณ์ที่พยายามอดกลั้นต่อความรู้สึกในเชิงลบ คนที่อยู่ในสถานการณ์ที่พยายามอดกลั้นต่อความรุ้สึกในเชิงลบ คนที่อยู่ในสถานะการณ์ที่เป็นต่อหรือเหนือกว่าจะไม่ค่อยใช้การกอดอก เนื่องจากเขาจะไม่รู้สึกกดดัน กังวลกับความเสียเปรียบ เขาจะอยู่ในสภาพทีมีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความมั่นใจมากขึ้น
จะเป็นท่ากอดอกโดยพับแขนทั้งสองข้างเข้าด้วยกันเสมอกับระดับหน้าอก โดยทั่วไปเป็นการแสดงถึงกิริยาการป้องกันตัวและมีความคิดในแง่ลบ และมักจะเป็นท่าที่พบได้บ่อยในสถานะการณ์ประชุมหรือต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า การเข้าแถวคอยชื้อของ ขึ้นลิฟต์ ฝากเงิน หรือสถานะการณ์ที่รู้สึกไม่แน่ใจในความปลอดภัย
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่ดีเยียม ทุกครั้งที่มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามจากสิ่งที่ไม่อาจวางใจได้ จะหาทางป้องกันตัวเองจากอันตรายดังกล่าวโดยทันที การป้องกันตัวเองจากอันตรายที่มนุษย์ทำกันมากที่สุดคือ การหาที่ซ่อนตัว ซึ่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดนี้เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับมนุษย์ และค่อย ๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมกับการเติบโตของมนุษย์
สำหรับเด็ก ๆ เมื่อพวกเขารู้สึกได้ถึงความไม่มั่นคงในจิตใจ หวาดกลัว พวกเขาจะวิ่งไปหาที่ซ่อน หลบซ่อนอยู่ด้านหลังสิ่งที่เขาคิดว่าสามารถคุ้มครองชีวิตเขาได้ เช่น พ่อแม่ โต๊ะ เก้าอี้ตัวใหญ่ ๆ
แต่เมื่อเริ่มเติบโตขึ้น การซ่อนตัวก็จะมีความกลมกลืนแนบเนียนมากขึ้น เริ่มที่จะกอดอกไว้แน่น เวลาที่เกิดความกลัวขึ้นมา และเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น การป้องกันตัวเองที่ยังคงมีอยู่ก็คือการกอดอก แต่จะคลายแขนออกเล็กน้อยพร้อมไขว้ขา
เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ท่ากอดอกก็จะถูกพัฒนาขึ้นไปเป็นการงอแขนข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไว้ที่อก ก็สามารถทำให้เกิดเกราะกำบังปิดกั้นการคุกคามไม่ให้เข้ามาถึงตัวได้ แต่จะกอดแน่นเมื่อเขารู้สึกประหม่า กังวล หรือรุ้สึกไม่พอใจ หลายคนกล่าวว่าการกอดอกทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่ฝ่ายตรงข้ามหรือคู่สนทนาอาจรู้สึกไม่ดีกับการกอดอกได้
ท่าเจดีย์คว่ำ เจดีย์ตั้ง โดยปกติแล้วคนที่มีความเชื่อมั่นและมีความรู้สึกเหนือกว่า มักจะใช้ท่านี้ เพื่อแสดงความเชื่อมั่น ท่าเจดีย์ตั้งมักจะเกิดขึ้นขณะที่มีการพูดแสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติ ส่วนเจดีย์จะปรากฏก็ต่อเมื่อผู้ทำท่านี้อยู่ในฐานะผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และมักจะใช้ท่าทางที่ให้ความรู้สึกเชิงลบติดออกมาด้วย เช่น กอดอก ไขว้ขา จับใบหน้า
ท่าจับมือ แขน ข้อมือ การเดินเอามือกุมไว้ข้างหลัง เป็นท่าทางที่แสดงให้เห็นความเป็นต่อและเชื่อมั่น เพราะในขณะที่เอามือไพล่หลังร่างกายบริเวณส่วนหน้า เช่น ท้อง หัวใจ และคอ จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่รู้สึกหวั่นเกรงสิ่งใด ๆ เลย คนเรามักชอบที่จะยืนในท่านี้เมื่อตกอยู่ในสถานะการที่กดดัน ตึงเครียด เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายลง กลับมามีความเชื่อมั่น และรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจอีกครั้ง แต่ถ้าเลื่อนข้อมือขึ้นไปจับบริเวณข้อมือ จะแสดงถึงความพยายามอดทนและควบคุมตนเองด้วยการจับหรือบีบข้อมืออีกข้างไว้แน่น และยิ่งเลื่อนมือสูงขึ้นไปมากเท่าไร ก็แสดงว่าคนคนนั้นเริ่มโกรธมากขึ้น
ท่าถูฝ่ามือ การถูฝ่ามือไปมา เป็นวิธีแสดงถึงความคาดหวังในสิ่งดี ๆ ความเร็วในการถูก็มีความหมายเช่นเดียวกัน ถ้าถูฝ่ามือด้วยความเร็วแสดงว่าคนคนนั้นกำลังคาดหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะได้รับสิ่งดี ๆ ที่คาดหวังไว้ แต่ถ้าถูฝ่ามือไปอย่างช้า ๆ ความคาดหมายจะเปลี่ยนไป เขาจะเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม และรู้สึกว่าเขาพูดอ้อมค้อมและได้กลิ่นของผลประโยชน์ที่เขาคาดหวังให้ตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของฝ่ายตรงข้าม แต่บางครั้งการที่เราถูกมือไปมา อาจหมายความว่าเขากำลังหนาว จึงถูกมือและนิ้วเพื่อให้เกิดความอบอุ่น นอกจากจะชอบถูกมือแล้ว คนเรายังชอบถูนิ้วหัวแม่มือและนิ้ว ซึ่งแสดงถึงความคาดหวังเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ
ท่านิ้วหัวแม่มือ โดยธรรมชาติแล้ว นิ้วหัวมือมือจะเป็นนิ้วที่แสดงถึงพลังอำนาจและความเป็นตัวของตัวเอง ความมีอำนาจเหนือผู้อื่น ก้าวร้าว และมักใช้สนับสนุนท่านทางอื่น ๆ เช่น ท่าซุกมือในกระเป๋ากางเกงและยื่นหัวแม่มือออกมา แสดงถึงความลับ สิ่งที่ปกปิดเอาไว้ เรื่องลับลมคมใน หรือพยายามซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ภายใน หรือท่ากอดอกโดยให้นิ้วหัวแม่มือชี้ขึ้น ซึ่งมี 2 ความหมายด้วยกันคือ เป็นการป้องกันตัว กับแสดงความเหนือกว่า เป็นต่อ และมักจะยืนโคลงตัวบนปุ่มนิ้วหัวแม่เท้า นอกจากนั้นนิ้วหัวแม่มือยังเป็นสัญลักษณ์แทนการล้อเลียน ไม่นับถือ เช่น สามีมักใช้นิ้วหัวแม่มือชี้ไปทางภรรยาของตัวเองเมื่อกล่าวถึงเธอ
ผู้ฟังกำลังตัดสินใจในสิ่งที่เขาได้ฟัง ซึ่งในระหว่างที่กำลังมีการตัดสินใจอยู่ ไม่ควรเข้าไปขัดจังหวะ ถ้ามีการลูบคางไปพร้อม ๆ กับกอดอก นั่งไขว่ห้าง หลังพิงเก้าอี้ แสดงว่าเขาตัดสินใจไปในแง่ลบ ถ้าลูกคางและนั่งในท่าเตรียมพร้อมที่จะลุกขึ้น แสดงว่าการตัดสินใจของเขาเป็นบวกแน่นอน นอกจากท่าลูบคางแล้ว คนที่สวมแว่นตาจะใช้ประเมินการตัดสินใจด้วย ปากกา นิ้วมือ เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจ แสดงว่าเขาไม่มั่นใจ และต้องการความมั่นคงมากกว่านี้ เพราะการคาบวัตถุต่าง ๆ เอาไว้ เป็นการยืดเวลาการตัดสินใจออกไปก่อน
ท่าจับมือที่น่าสนใจที่สุดคือการจับมือแบบ 2 มือ เนื่องจากเป็นท่าที่สามารถแสดงความจริงใจต่ออีกฝ่ายที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญด้วยกันสองส่วน คือส่วนแรก มือซ้ายจะถูกใช้เพื่อสื่อความรู้สึกพิเศษที่จะส่งไปยังฝ่ายตรงข้าม และส่วนที่สอง มือซ้ายจะเริ่มล่วงล้ำเข้าไปในระยะใกล้ชิดของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมากแล้วท่านี้จะพบในหมู่เพื่อนฝูง คนที่มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ
คว่ำมือลงหรือกำหมัด การคว่ำมือหรือนั่งแล้วกำหมัด เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเขากำลังจะเกิดพายุใหญ่แล้ว ดังนั้นควรถอยออกมาให้ห่างเขาไว้ก่อน เพราะในตอนนี้เขากำลังโกรธจัด จวนเจียนจะระเบิดมันออกมาแล้ว แต่่ยังคงอดกลั้น แต่ถ้ายังดื้อดึงต่อไปไม่ยอมถอยออกมา ความอดกลั้นของเขาอาจจะสิ้นสุดได้และทำให้สถานะการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
งอนิ้วหัวแม่มือหรือใช้ปลายนิ้วสัมผัสกัน การใช้นิ้วเป็นของเล่นแสดงการเบื่อหน่ายอย่างสุดจะทน ถ้าพบท่าทางดังกล่าวเกิดขึ้นกับใครแล้ว ขอให้รุ้ไว้ว่าเขาทนฟังคำพูดจนเต็มกลืนแล้ว ดังนั้นควรจะรีบ ๆ พูดในสิ่งที่คิดเอาให้จบภายในเวลาอันรวดเร็วที่สุด
การซ่อนมือให้พ้นสายตา บ่อยครั้งที่เราจะพบเห็นคนที่พยายามเอามือซุกซ่อนตามที่ต่าง ๆ เช่นในกระเป๋ากางเกงหรือทำอย่างอื่นเพื่อให้มันพ้นไปไปจากสายตาของคนอื่นแต่สิ่งที่เขาเก็บซ่อนนอกจากมือแล้ว ความรู้สึก อารมณ์ที่ไม่อยากได้ยินเรื่องราวจากคู่สนทนาอีกต่อไปคือ สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ เพราะเรื่องราวดังกล่าวอาจสร้างความลำบากใจให้เขาได้ หรือรู้สึกไม่ดีถ้าต้องได้ยินเรื่องนั้น
เอามือประสานแน่นและแนบไว้ข้างลำตัว ลักษณะดังกล่าวหมายถึง โอกาส เขากำลังเล็งเห็นช่องทางที่คิดว่าคำพูดของเขากำลังจะเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งอาจจะหมายถึง ความสำเร็จ ส่วนการประสานมือไว้หลังศีรษะ จะหมายถึงความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขารับรู้ ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าเหตุผลนั้นฟังไม่ขึ้น ให้รีบจัดการแก้ไขข้อมูลใหม่ทันที เพราะเขากำลังไม่แน่ใจในเหตุผลนั้น และการประสานมือไว้ที่หลังต้นคอ แสดงถึงความผ่อนคลาย และการเปิดใจรับ ด้วยลักษณะดังกล่าวนี้หมายถึงการเริ่มผ่อนคลายลงและพร้อมที่จะเปิดรับอย่างเต็มที่ หรืออาจจะหมายถึงความต้องการที่ได้สนทนาในทางที่สร้างสรรค์กว่าเดิม
ท่ากัดนิ้ว คนที่ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน มักใช้ท่ากัดนิ้วเพื่อระบายความกดดันออกมาและมักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากกัดนิ้วแล้ว อาจจะหาของอื่นมากัดแทน เช่น ปากกา บุหรี่ หลอด เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการความมั่นคงทางจิตใจ
จับคางเท้าคาง ใช้ในสถานะการณ์ที่มีความเบื่อหน่ายเริ่มแผ่ออกมา เช่น ในห้องเรียน ห้องประชุม สัมมนาอบรม ผู้ฟังที่เริ่มเบื่อหน่ายจะแสดงอาการออกมาด้วยการเท้าคางเพื่อพยุงไม่ให้ศีรษะเอียงไปมา ซึ่งถ้าศีรษะไม่ตั้งตรง อาจจะทำให้เขาเผลอหลับไปได้ เราจะสังเตได้ว่าคนคนนั้นเบื่อมากน้อยแค่ไหน ได้จากความกว้างของแขนข้างที่เท้าคาง หรือพยุงศีรษะอยู่ แต่ถ้าผู้ฟังเคาะนิ้วบนโต๊ะ หรือเคาะเท้าบนพื้นไปเรื่อยๆ แสดงว่าผู้ฟังเริ่มหมดความอดทนที่ต้องทนฟังอย่างเบื่อหน่ายมานานแล้ว และผู้พูดควรจะหยุดพูดได้แล้ว
ท่าเท้าคางแล้วกางนิ้วชี้ขึ้นด้านบน เมื่อผู้ฟังเอามือเท้าคางโดยใช้นิ้วชี้ชูขึ้น แล้วใชนิ้วหัวแม่มือประคองไว้ใต้คาง แสดงว่าผู้ฟังมีความคิดในแง่ลบและกำลังวิจารณ์ตัวผู้พูดอยู่ โดยปกติแล้วการใช้นิ้วหัวแม่มีอประคองหรือพยุงใต้คาง แสดงถึงความสนใจ แต่การใช้นิ้วชี้ขึ้นด้านบนแสดงถึงการวิพากษ์วิจารณ์
ท่ากำมือแนบข้างแก้มและนิ้วชี้ชี้ขึ้นมา ท่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้ฟังไม่ได้สนใจในสิ่งที่กำลังฟังอยู่ แต่ทำทีว่าสนใจเพื่อเป็นการรักษามารยาทในที่ประชุม แต่ท่าทางดังกล่าวนี้ไม่สามารถปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงได้ ผู้พูดจะรู้ทันทีว่าผู้ฟังไม่จริงใและกำลังประจบประแจง เอาใจด้วยการทำท่าเหมือนสนใจฟัง
เวลาที่เรากำลังพูดกับใครสักคน เคยสังเกตหรือไม่ว่าเขาให้ความสนใจหรือความสำคัญการการสนทนากับเราจริงหรือ? หรือเขากำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ในขณะที่กำลังพูดคุยอยู่กับเรา ข้อสังเกตง่าย ๆ ว่าคู่สนทนาของเราจะไม่สนใจเราในขณะที่พูด แม้ว่าท่าทางของเขาดูสนุกสนานกับการพูดคุยกับเราอยู่ คนที่เริ่มสนใจสิ่งอื่นมากกว่าคู่สนทนาของตัวเองจะหันศีรษะไปจากผู้พูด

ยิ้มและมีการโต้ตอบด้วยการพยักหน้า แต่ลำตัวและเท้าของเขาจะหันหน้าออกจากผู้พูด โดยลำตัวหรือปลายเท้าเขาจะหันไปทางอื่น หรือสิ่งที่เขาอยากจะเดินไป เช่น ทางออก ประตู ซึ่ง เป็นท่าเตรียมของเท้า เมื่อเวลาเขาตัดสินใจยุติการสนทนา เขาจะหันลำตัวหรือหมุนเท้าออกไปหาทางออกที่ใกล้ที่สุด ดังนั้นถ้าผู้พูดเข้าใจภาษากายที่เขาสื่อออกมา ก็ควรที่จะรีบจบบทสนทนา หรือถ้าต้องการจะยื้อเวลาสนทนาออกไป ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อดึงความสนใจของอีกฝ่ายกลับมาให้ได้ ซึ่งจะทำให้เรากลับมาเป็นฝ่ายควรคุมการสนทนานั้นได้
การหันแบบสามเหลี่ยมมุมเปิด มุมการหันของลำตัวขณะสนทนาจะแสดงเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ท่าทางและความสัมพันธ์ของคนสองคนที่กำลังยืนสนทนากัน โดยยืนทำมุมเป็นรุปสามเหลี่ยม โดยหันปลายเท้าและลำตัวไปยังจุดเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงให้รู้ว่าพวกเขาเชื้อเชิญให้บุคคลที่ 3 เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย และแสดงให้เห็นถึงสถานภาพที่เท่าเทียมกัน การเชื้อเชิญและแสดงถึงความเท่าเทียมกันในวงสนทนา จะเป็นการประกาศว่ามีวงสนทนาแบบมุมเปิดเกิดขึ้นแล้ว และทุกคนสามารถเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ และเมื่อมีบุคคลที่ 4 ตามเข้ามาร่วมวง รูปสามเหลี่ยมก็จะกลายเป็นรูปสี่เหลี่ยม และวงกลม หรือ สามเหลี่ยมสองรูป ทันทีเมือมีบุคคลที่ 5 เข้ามา
การสนทนาแบบมุมปิด เมื่อคนสองคนต้องการพูดคุยอย่างเป็นการส่วนตัวหรือมีความใกล้ชิด สนิทสนมกัน ลำตัวและปลายเท้าของพวกเขาจะหันเข้าหากัน และยืนอยู่ในระยะใกล้ชิด ฝ่ายตรงข้ามจะยอมให้อีกฝ่ายล่วงล้ำเข้ามาในอาฯาเขตของตัวเองด้วยความเต็มใจ เพื่อเป็นการยอมรับในการเข้ามาของอีกฝ่าย คนที่ยืนแบบปิดจะยืนใกล้กันถึงขั้นแทบจะแนบชิดหรือหายใจรดต้นคอกันได้ ซึ่งต่างไปจากการยืนสนทนาในแบบมุมเปิดที่เป็นการสนทนาในระดับทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีความใกล้ชิดกัน นอกจากจะแทนความหมายด้านดีแล้ว การยืนมุมปิดยังหมายถึงท่าทางที่ใช้ท้าทายกันของคนที่ไม่ถูกกัน หรือเป็นศัตรูกัน
การยืนแบบเปิดรับและกันบุคคลที่สามออกจากวงสนทนา การยืนในลักษณะแบบมุมเปิดก่อน แล้วเปลี่ยนเป็นมุมปิดภายหลัง เป็นการกำหนดและการควบคุมบุคคลที่สามที่เข้ามาร่วมวงสนทนา หรือกันบุคคลที่สามออกไป ในกรณีที่บุคคลที่สามต้องการเข้าร่วมวงสนทนา จะต้องพิจารณาก่อนว่าคนสองคน ที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นยืนแบบเปิดหรือปิด ถ้าสองคนแรกยืนและหันปลายเท้ามายังจุดที่สาม จนเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยม แสดงว่า พวกเขายินยอมให้บุคคลที่สามเข้ามาร่วมพูดคุยได้ แต่ถ้าทั้งสองคนยืนแบบมุมปิดหรือหันปลายเท้าและลำตัวเข้าหากันเอง ยืนอยู่ในระยะใกล้ชิด และพวกเขามีศีรษะเท่านั้นที่หันมาทางบุคคลที่สาม แสดงว่าพวกเขาไม่ต้องการบุคคลที่สาม ในวงสนทนาของพวกเขา แต่บางครั้งในวงสนทนาก็เริ่มต้นจากสามเหลี่ยมแบบเปิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็อาจเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบปิดไป เพื่อกันบุคคลที่สาม ออกไปจากวงสนทนาของคนสองคน ซึ่งบุคคลที่สามจะรู้สึกได้ว่าตนเองควรที่จะผละออกไปจากวงสนทนาได้แล้ว

โดยธรรมชาติแล้วคนเรามักจะมีการเปลี่ยนแปลงท่าต่าง ๆ ประมาณ 2-4 ท่า ในระยะเวลา 20 นาที แต่นักจิตวิทยาที่นั่งให้คำปรึกษาผู้คนนั้น จะเปลี่ยนท่าเพียงท่าเดียวตลอดเวลา 20 นาที และในระหว่างการสนทนาก็มักจะนั่งพิงพนักเก้าอี้ แขน ขาไหว้กัน เพื่อแสดงว่าเขากำลังตั้งใจฟังคนไข้ของเขาอยู่ แต่เมื่อเขาฟังจนมาถึงจุดที่เขามีความไม่เห็นด้วย จึงเปลี่ยนท่าทางหรือมีการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นการบอกใบ้ จากนั้นก็จะโน้มตัวไปข้างหน้า ปล่อยมือและขาที่ประสานหรือพันกันออกมา

และอาจจะยกนิ้วชู้ขึ้นเมื่อต้องการโต้แย้ง และเมื่อโต้แย้งแล้วก็จะแอนหลังไปพิงพนักเก้าอีเหมือนเดิม นั่งไขว้ขา กอดอก ถ้าเอนหลังจะไม่ไขว้ขา แสดงว่าเขากำลังเปิดโอกาสให้แนะนำหรือเสนอความคิดเห็นได้
เมื่อคนเราพูดคุยกันได้ระยะหนึ่งแล้ว จะจบหรือยุติการสนทนาลงช่วงหนึ่ง และจบด้วยการเคลื่อนไหวหรือย้ายสถานที่ เช่น ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ เดินออกไปจากห้อง เคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเป็นการขัดจังหวะการสนทนา และเมื่อทั้งสองฝ่ายกลับมาที่เดิมอีกครั้ง จึงเริ่มสนทนาขึ้นใหม่อีกครั้งหรือดำเนินการสนทนาต่อไป
ในบางครั้งภาษาท่าทางที่แสดงออกมาก็มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของผู้แสดงอาการนั้น ๆ ซึ่งคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจในภาษาท่าทางดีนัก ก็จะสามารถเข้าใจในความหมายของท่าทางสภาวะอารมณ์แทน บางครั้งในระดับจิตสำนึกแล้ว เราไม่อาจรู้มาก่อนเลยว่า กิริยาท่าทางที่เราเห็นนั่นหมายถึงอะไร แต่ในระดับของจิตใต้สำนึกแล้ว เราสามารถรับรู้และเข้าใจในท่าทางที่สื่อออกมาได้ ดังนั้นเราจึงพอสรุปประเด็นนี้ได้ว่า เราไม่สามารถให้คำจำกัดความหรือความหมายของท่าทางต่าง ๆ ได้เสมอไป แต่สามารถรับรู้ได้ว่าเมื่อใดที่เห็นท่าทางแบบนี้ มักจะมีความหมายถึงอะไรบ้าง เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เรารู้เพียงแค่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ ในความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ แล้วพยายามรวบรวมสรุปออกมาให้ได้

พฤติกรรมการเลียนแบบท่าทาง พบได้มากในวงสังคมหรือการจับกลุ่มคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งการเลียนแบบท่าทางนี้ก็เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาเห็นด้วยกับผู้พูด และมักจะเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวกัน การเลียนแบบท่าทางจะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าความคิดทั้งสองฝ่ายจะเริ่มตรงข้ามกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งยืนกอดอก อีกฝ่ายหนึ่งจะกอดอกตาม และเมื่อฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนเอามือมาล้วงกระเป๋าอีกฝ่ายก็จะทำตามทันที การเลียนแบบท่าทางนี้จะพบได้มากในกลุ่มคนที่อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน มีความสนิทสนมกัน เป็นเพื่อน เป็นคนรู้ใจ หรือเป็นคนรักกัน พวกเขามักจะยืน เดิน นั่ง หรือเคลื่อนไหวร่างกายไปในทิศทางเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนั้นการเลียนแบบท่าทาง ยังสามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดได้ดี โดยเฉพาะคนที่ระดับชั้นต่างกันด้วยการเลียนแบบคนที่อยู่ในระดับต่ำกว่า แต่ทั้งนี้การเลียนแบบท่าทางต้องพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ว่าการเลียนแบบนี้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ เพราะการเลียนแบบท่าทางคนที่มีอำนาจหน้าที่เหนือกว่าตนเอง จะทำให้เขารู้สึกว่ากำลังถูกข่มขู่และดูหมิ่น เหยียดหยามอำนาจหน้าที่ของเขาได้ แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน สามารถเลียนแบบท่าทางเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ทั้งสองฝ่ายมีความเท่าเทียมเสมอภาคกัน
การย่อตัว
การย่อตัวหรือทำให้ร่างกายของเราอยู่ต่ำกว่าบุคคลอื่น เป็นการสื่อสารถึงการยินยอม หรือยอมรับในความเหนือกว่าของบุคคลนั้น ยิ่งรู้สึกด้อยกว่าหรือเป็นรองเท่าไร การย่อตัวลงก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่นประชาชนหมอบกราบหรือย่อตัวลงให้ต่ำสุดเมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ หรือมีการถวายความเคารพต่อพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์
นอกจากนี้การย่อตัวลงยังเป็นการลดความก้าวร้าว การข่มขู่ลง เมื่อมีการลดตัวหรือย่อตัวลง จะทำให้อีกฝ่ายซึ่งอาจมีอำนาจเหนือกว่าไม่รู้สึกว่าถูกข่มขู่หรือถูกคุกคาม เขาจะไม่ใช้อำนาจเล่นงานกลับมา โดยธรรมชาติแล้วเมื่อคนเรามีสถานภาพที่เหนือกว่าเมื่อเขาอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง ดังนั้นเพื่อให้การเข้าถึงอีกฝ่ายประสบความสำเร็จ ควรแสดงท่าทางยอมตกอยู่ในสภาพเป็นรองจะดีกว่า
โกหก บางครั้งคนเราอาจจะพูดความจริงไม่ได้ การโกหกจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น คำพูดที่ออกมาจากปาก จะกลายเป็นข้อมูลผิด ๆ และทำให้การคาดเดานิสัยใจคอ ทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิดของคนคนหนึ่งอาจผิดพลาด หรือเกิดการคลาดเคลื่อนไปได้ ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักการจับโกหกให้เป็น เพื่อป้องกันการคาดเดาที่อาจจะผิดพลาดได้
โกหกบ้างเป็นครั้งคราว
การโกหกเป็นครั้งคราว ก็เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ตนไม่พอใจหรือไม่ชอบใจ และมักจะรู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากจะโกหกสักเท่าไร และด้วยความไม่สบายใจนี่เอง ที่เผยให้เห็นพิรุธ ที่อาแสดงออกมาผ่านทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงได้ แต่ในบางครั้งคำโกหกก็ดูแนบเนียนมากจนเราไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ นั่นเป็นเพราะก่อนที่จะโกหกได้มีการคิดมาแล้ว จึงทำให้คำพูดที่ออกมาดูดี มีเหตุผลและสามารถประติดประต่อเรื่องราวกันได้อย่างดี คนที่โกหกเป็นครั้งคราว มักจะไม่โกหกในเรื่องที่สามารถจับพิรุธได้ง่าย ๆ แต่ให้สังเกตจากท่านทางและวิธีการพูดของเขาให้ดี
โกหกเป็นประจำ
คนที่ชอบโกหกเป็นประจำ รู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่จะไม่รู้สึก หรือสนใจในการกระทำของตนเอง ดังนั้นการโกหกของเขา จึงมีความบ่อยครั้งกว่าและมีความสมบูรณ์แบบกว่าแบบแรก ไม่ค่อยแสดงพิรุธออกมาทางสีหน้่ ท่าทาง หรือน้ำเสียง ไม่รู้สึกกดดันหรือวิตกกังวลที่จะต้องโกหก การแสดงออกของเขาจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากจนยากที่จะแยกแยะได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องของความถูกต้อง ตรงกัน และความมีเหตุผลของเรื่องโกหกของเขา และไม่ค่อยระมัดระวัง จึงอาจจะพูดอะไรเหลวไหลไปบ้าง
โกหกจนเป็นนิสัย
ความถี่ของการโกหกจะมีมากจนกระทั่งตัวเองยังไม่รู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ นั่นเป็นเพราะเขาโกหกบ่อยมาก เกือบจะตลอดเวลา เกือบทุกครั้ง รู้ตัวว่ากำลังโกหกอยู่ แต่ไม่ใส่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริืงหรือโกหก ไม่ค่อยเปิดเผยพิรุธ ไม่ใส่ใจกับเรื่องที่กำลังโกหกอยู่ ไม่มีการเก็บรายละเอียดของสิ่งที่พูดให้ตรงกัน คำพูดไม่ค่อยสอดคล้องกัน และเห็นได้ชัดว่าเขาโกหก ดังนั้นในการจับผิดคนโกหกลักษณะนี้ จะต้องพยายามหาข้อผิดพลากจากเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะแน่นอนของเขา
โกหกจนเป็นอาชีพ
การโกหกในลักษณะนี้เป็นลักษณะที่จับผิดได้ยากมากที่สุด เพราะเขาจะเป็นคนที่โกหกอย่างมีวัตถุประสงค์ ไม่ได้โกหกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรื่อย มักจะคิดถึงที่เขาโกหกมาก่อนหน้าแล้ว และรุ้ตัวดีว่าตัวเองกำลังพูดอะไร ต้องโกหกอย่างไร และรู้ว่าจะถูกจับผิดได้ง่ายอย่างไร ดังนั้นคนประเภทนี้จะฝึกฝนการโกหกมาอย่างดีจนไม่เผยพิรุธออกมาทางสีหน้า ท่าทาง และนำ้เสียง คำพูดของเขาจะมีความสอดคล้องกันอย่างส่ำเสมอ และมีความเป็นเหตุเป็นผล วิธีเดียที่จะจับผิดเขาได้คือ การนำคำพูดของเขาไปเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา
กิริยาอาการของคนโกหกจะแสดงออกมาได้ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ ปิดปาก ตา่ หรือ หู และจะสามารถสังเกตได้ง่าย มองเห็นได้อย่างชัดในเด็ก ๆ แต่เมื่อเขาโตขึ้น ลักษณ์การหลอกลวงของเขาจะมีความสุภาพและสังเกตได้ยากขึ้น แต่การที่มือไปสัมผัสใบหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกท่าเป็นอาการของการโกหกเสมอไป
ท่าปิดปากหรือป้องปาก
จะเป็นท่าที่ผู้ใหญ่ใช้กันซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนโดยจะเอามือปิดปากหรือป้องปาก นิ้วหัวแม่มือกดอยู่ที่แก้มในขณะที่พยายามคิดหาทางปกปิดคำโกหกที่พูดออกมา แต่บางครั้งท่านี้ก็แค่ใช้นิ้วหรือกำปั้นปิดปาก ถ้าเราป้องปากขณะพูด แสดงว่าเรากำลังโกหกอยู่ แต่ถ้าเรากำลังพูดอยู่ ผู้ฟังเกิดป้องปากหรือปิดปาก แสดงว่าเขากำลังรู้สึกว่าเราโกหก
ท่าถูจมูก
การถูจมูกเบา ๆ หลาย ๆ ครั้งหรือถูเร็ว ๆ เพียงครั้งเดียว เป็นท่าที่ดัดแปลงมาจากการป้องปาก โดยมีต้นกำเนิดมาจากการที่มีความคิดในแง่ลบ จิตใต้สำนึกจะสั่งให้เอามือปิดปาก แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตมากนัก จึงเลื่อนมือขึ้นมาเหนือปากเล็กน้อย ซึ่งจะตรงกับบริเวณใต้ปลายจมูก หรืออาจเป็นเพราะการโกหกทำให้เส้นประสาทบริเวณจมูกเกิดการชา จึงต้องถูกเพื่อให้หายชา ส่วนอาการคันจมูก นั่นคือ ถ้าเขารู้สึกคันจริง ๆ จะถูด้วยความรุนแรง หรือเกา ซึ่งต่างไปจากการลูกหรือถูจมูกเบา ๆ
ท่าขยี้ตา
เกิดจากการที่สมองสั่งการให้ร่างกายพยายามบิดบังความจริงเอาไว้ หรือพยายามโกหกหลอกลวง หรือเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาหรือมองหน้าคนที่เขากำลังโกรธ สำหรับผู้ชายนั้นเวลาโกหกมักจะขยี้ตาแรง ๆ และมองพื้นบ่อย ๆ หรือไม่ยอมสบตาขณะที่พูดโกหก ส่วนผู้หญิงจะถูเบา ๆ ช้า ๆ ใต้ดวงตา เพื่อไม่ให้ดูก้าวร้าวเกินไปและป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางเปื้อนและหลบตาด้วยการมองเพดาน
ท่าจับใบหู
เป็นท่าที่แสดงให้ผู้พูดทราบว่า ในขณะนี้ผู้ฟังไม่อยากฟังในสิ่งที่ได้ยินอีกแล้ว และพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยการเอามือปิดหู ถูข้างหลังใบหู ไชเข้าไปในรูหู ดึงติ่งหูเล่นดึงใบหูมาปิดรูหู ท่าทางเหล่านี้นอกจากจะหมายถึง ผู้ฟังได้ฟังมาพอแล้ว และยังหมายถึงอยากที่จะเป็นฝ่ายพูดบ้าง
ท่าเกาคอ
เราจะพบท่านี้บ่อยเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า "ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเห็นด้วยกับคุณ" เพราะท่านทางดังกล่าวแสดงถึงความไม่แน่ใจ สังสัยโดยใช้นิ้วชี้มือข้างที่ถนัดเกาบริเวณข้างคอหรือต่ำกว่าติ่งหูลงมาและมักจะเกาประมาร 5-6 ครั้งเท่านั้น
ท่าถูต้นคอหรือตบต้นคอ
คนที่กำลังโกหกจะพยายามหลบเลี่ยงสายตาด้วยการจ้องมองพื้น หรือหลบตามองต่ำกว่าระดับปกติ จะแสดงท่าการใช้มือถูต้นคอด้านหลังหรือตบเบา ๆ เหมือนกับว่าเขากำลังปวดต้นคออยู่ เขาเริ่มกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง ด้วยการตบที่หลังเบา ๆ จากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นการถูต้นคอ
การตบศีรษะ หน้าฝาก หรือต้นคอ
เป็นการทำโทษตัวเองที่ลืมทำในสิ่งที่ได้รับมอยบหมายมา แต่ยังสื่อได้อีกหลายความหมาย เช่น ถ้าเขาตบหน้าฝาก แสดงว่าเขาลืมทำ ไม่ได้ไปกดดันหรือบีบคั้นเขา แต่ถ้าเขตบหลังคอ แสดงว่าเขารู้สึกว่ามีใครกำลังโมโหหรือโกรธเขาอยู่ คนที่ชอบตบต้นคอ มักจะมีแนวโน้มจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย และชอบวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่การถูหน้าผาก เมื่อทำผิดจะเป็นคนง่าย ๆ เปิดเผยมากกว่า
กระวนกระวาย กระสับกระส่าย เป็นความรู้สึกไม่สบายใจ และเพื่อบรรเทาอาการไม่สบายใจ เราจะหาอะไรทำเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เนื่องจากคนที่กระวนกระวายมักต้องการปลดปล่อยพลังงานออกมา คนที่รู้สึกกระวนกระวาย มักใช้สายตามองไปข้างหน้าและหลังอย่างรวดเร็ว ร่างกายเกิดความตึงเครียด นั่งคุ้ดคู้ ไขว้ขาและมือสลับกันไปมา หักนิ้วเล่น ใช้มือจับวัสดุต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ บิดมือ กระแอมไอ ยิ้ม พูดแบบกระวนกระวาย สั่น เหงื่อแตก เอามือล้วงกระเป๋า นิ่งเฉย
โศกเศร้าเสียใจ หลายคนคิดว่าความหดหู่กับความโศกเศร้าเป็นอารมณ์เดียวกัน แต่ความเป็นจริงแล้วคนที่หดหู่ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเสียใจเสมอไป ส่วนมากแล้วความโศกเศร้า เกิดจากความสูญเสีย และมันจะเข้ามามีอิธิพลต่อจิตใจ คือ ร้องไห้ ไม่สามารถประกอบกิจกรรม หรือหน้าที่การงานได้ แยกตัวและเก็บตัว เย็นชา ตาหลุบต่ำ ไม่ค่อยเสดงสีหน้า หรือ อารมณ์บนใบหน้า ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างการ แต่สำหรับคนที่ผ่านความโศกเศร้ามาแล้ว มักมีอาการเคลื่อนไหวร่างกายเกินจริง พูดเร็ว เปลี่ยนหัวข้อที่พูดคุยเร็วเพื่อให้คลายโศกเศ้รา้และรักษาระดับการสนทนาเอาไว้
หดหู่ หรือซึมเศร้า เป็นอาการที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน เมื่อเราพบความผิดหวังหรือมีความเครียด ความกดดัน สะสมไว้มาก ๆ แต่อาการหดหู่รุนแรง อาจกลายเป็นโรคได้ คนที่เป็นโรคนี้จะไม่ยอมทำอะไรเลย ไม่กิน ไม่นอน ไม่สนใจตัวเอง ต้องได้รับการบำบัดจิตใจเท่านั้น จึงจะทำให้อาการทุเลาลงหรือหายได้ การสังเกตเบื้องต้นสำหรับอาการหดหู่ซึมเศร้าคือ จะมีลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายต่างไปจากคนอื่น ผิดธรรมชาติ ไม่ค่อยกระพริบตา เหนื่อยหน่าย ไม่ชอบเข้าสังคม เก็บตัว กระสับกระส่าย ไม่สนใจอะไรและไม่มีการวางแผนล่วงหน้า พูดเสียงทุ้มต่ำ หรือกลายเป็นคนเงียบ ตาหลุบต่ำ เคลื่อนไหวช้า พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป ไม่สนใจตัวเอง ขี้ลืม
หงุดหงิด คนเราจะแสดงอาการหงุดหงิดออกมา 2 ลักษณะด้วยกัน คือการเผชิญหน้าและการยอมจำนน ถ้าเราเชื่อว่าเราไม่ใช่คนผิด ไม่ว่าเราจะหงุดหงิดเพียงใดก็ตาม เราจะวิ่งชนปัญหานั้น ๆ ทันที
แต่ถ้าเหตุการณ์กลับกัน เราคือผ่ายผิด เราก็จะยอมจำนนแทน แต่ยังรู้สึกโกรธอยู่ในใจ สำหรับคนที่มีอาการหงุดหงิดแบบเผชิญหน้า มักจะสบตาหรือจ้องเขม็ง พูดเน้นย้ำ วีลีเดิม ๆ เข้าไกล้คนอื่นในระยะประชิดตัว เขย่าแขน ชี้นิ้ว ยักไหล่ ส่วนคนที่หงุดหงิดแต่ยินยอมจำนน จะถอนหายใจ หายใจเร็ว เท้าเอว หน้าตาบูดบึ้ง เอามือประสานไว้ที่ศีรษะ หรือท้ายทอย เคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าปกติ แต่เมื่อรู้สึกผิดจะมีอาการกรอกตา หรือหลับตา สั่นศีรษะ สะบัดมือ ยักไหล่ เดินหนีไป
โกรธ เมื่อคนเราโกรธมักแสดงออกมาในรูปของความก้าวร้าว ปกป้องตัวเองและถอนตัวออกมา อาการก้าวร้าวเป็นฟฤติกรรมที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังโกรธ พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกด้วยความก้าวร้าว อาการของคนที่กำลังโกรธจะแสดงอาการดังนี้ หน้าแดง แขนประสานกัน เท้าสะเอว หายใจถี่และเร็ว พูดคำซ้ำ ๆ กัน ชี้นิ้ว เคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว เครียด กัดฟันแน่น เม้มปาก หน้านิ่วคิ้วขมวด ตัวสั่น กำหมัดแน่น หงุดหงิดจนควบคุมแขนไว้ไม่ได้ หัวเราะแบบเสียดสี โดยปกติแล้วคนที่โกรธแล้วมีท่าทีป้องกันตัว เช่นกัดฟัน ประสานมือเข้าหากัน แต่จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างฉับพลัน ทันด่วน ร่างกายจะแข็งทื่อ แขน ขา แนบติดตัว หน้านิ่งไม่สบตา

ส่วนคนที่โกรธแล้วถอนตัว เขาจะไม่สบตาและหันร่างกายไปทางอื่น เงียบ หรืออาจจะเดินออกไปให้พ้นจากบริเวณนั้น
เบื่อสาเหตุมาจากความเครียด จนทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเหนื่อยล้า จึงต้องการกิจกรรมอื่นเพื่อทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอีกครั้ง อาการที่สังเกตได้ว่าเขากำลังเบื่อ คือ ลูกตากลอกไปมาอย่างไร้จุดหมาย เพ่งมองออกไปไกล หรือก้มมองนาฬิกาหรือสิ่งของอยู่บ่อย ๆ
ไขว้ขาและไขว้ขาสลับไปมา หักนิ้วเล่น ขยับปากกา ดินสอ หรือแว่นตาเล่น ดึงตัวออกห่างจากคนอื่น ๆ เอนตัวไปข้างหลัง โยกศีรษะไปมา ยืดแขนขา เขย่าหรือขยับแขน ขา อยู่ตลอด

การแสดงอาณาเขตและความเป็นเจ้าของ
จะพบว่าตัวเราเองมักแสดงอาณาเขตตัวเองให้ผู้อื่นรู้เห็นด้วย การยืนพิง สัมผัส สิ่งของหรือบุคคล เพื่อเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของออกมา อาการแสดงอาณาเขตหรือความเป็นเจ้าของมักจะ ยืนพิง วางเท้า ข้างหนึ่งบนสิ่งของ หรือใช้แขนโอบกอด เมื่อร่างกายของเขาได้สัมผัสกับสิ่งของมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาไป และเพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่ามันเแ็นของเขาเพียงผู้เดียว คู่รักมักจะแสดงความเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ด้วยการจูงมือ หรือโอบกอนในที่สาธารณะ หรือ เมื่อมีคนกำลังมองมองดูคู่รักของตนอยู่ นอกจากจะเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ หรือการแสดงอาณาขตแล้ว การพิง นั่ง หรือใช้ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตยังแสดงถึงการข่มขู่ผู้อื่น ทำให้เจ้าของของชิ้นนั้นเกิดความรู้สึกเชิงลบได้ตั้งแต่แรกพบ

ลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของ ได้แก่ นั่งเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นมาพาดด้วยท่าที่สงบนิ่ง ผ่อนคลาย นั่นหมายถึง เขากำลังประกาศความเป็นเจ้าของเก้าอี้ตัวนั้นอยู่ และแสดงว่าเขากำลังผ่อนคลาย
ในท่าเดียวกันแต่ต่างสถานการณ์ออกไปผลที่ตามมาจะต่างออกไป ถ้าเขานั่งนิ่ง มีท่าทีตั้งอกตั้งใจฟังในสิ่งที่คู่สนทนากำลังพูด จากนั้นเริ่มเอนตัวไปข้างหลัง พิงพนักเก้าอี้แทน และยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาด แสดงว่าเขาไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเดิมแล้ว แต่มันหมายถึงความไม่สนใจ ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคู่สนทนาเลย และอาจจะรู้สึกเสียเวลาอยู่นิด ๆ ที่ต้องมานั่งฟังอะไรก็ไม่รู้ ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะแกลงมองหน้าผู็พูดบ้าง เพื่อไม่ให้เขาดูว่าไม่สนใจฟังเลย
แต่ถ้าพบกับคนที่กำลังแสดงความเป็นเจ้าของโดยการยกขาขึ้นพาดโต๊ะ ต้องรีบทำให้เขาเปลี่ยนท่าให้ได้ อาจจะหลอกล่อให้ต้องโน้มตัวมาข้างหน้า เพื่อให้เขาเปลี่ยนท่านั่ง และบรรยากาศการสนทนาหรือเจรจาจะดูผ่อนคลายมากขึ้น
บางคนชอบยืนเท้าประตู ซึ่งการยืนในสักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลึก ๆ เขาเป็นคนชอบข่มคนอื่น และมีผลต่อภาพลักษณ์ของเขาเองตั้งแต่แรกพบ ดังนั้นการพบปะกับใครเป็นครั้งแรก ควรยืนในท่าตรง แบมือออกเพื่อแสดงความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น เนื่องจากความรู้สึกชั่วแวบแรกที่ได้เห็นจะเป็นสิ่งที่ถูกประมวล เป็นความรู้สึกแรกพบได้ และความรู้สึกนี้จะติดแน่นอยู่ในใจของผู้พบเห็นไปตลอดและไม่มีโอกาสที่จะลบเลือนได้เลย

ภาษากาย เป็นช่องทางการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากการสื่อสารในรูปของการพูดหรือการใช้ถ้อยคำสื่อสารกัน ช่องทางดังกล่าวสามารถบอกได้ถึงสถานะของคนสองที่กำลังสื่อสารกันได้ โดยจะถ่ายทอดออกมาจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย การแสดงสีหน้า หรือสามารถบ่งชี้ให้ทราบถึงสายสำพันธ์ ระหว่างกันของสมาชิกภายในครอบครับ สมาชิกคนใดคนหนึ่งอาจจะเป็นผู้นำในด้านพฤติกรรมในครอบครัว แม้ว่าคนคนนั้นจะปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในฐานะผู้นำครอบครัวก็ตาม แต่ฟฤติกรรมของเขาเป็นตัวบ่งชี้ว่า เขาเป็นผู้นำครอบครัวโดยไม่ต้องอาศัยคำพูดสักคำ

คนที่ดูหรือเห็นภาพที่ทำให้รู้สึกพอใจ รูม่านตาของเขาจะขยายใหญ่ขึ้น โดยไม่รู้ตัวซึ่งเป็นกระบวนการตอบโต้ของร่างกายที่มีต่อสิ่งกระตุ้น นอกจากนี้ภาษากายยังหมายถึง การตอบโต้ของร่างกายโดยทันที ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรวม ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราต้องการสื่ออารมณ์ ความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้
ในบางครั้งภาษากายก็อาจถูกตีความหมายให้ต่างออกไปจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรพิจารณาถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและอารมณ์ความรู้สึกไว้บ้าง เพราะหากยังไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมของการใช้ภาษากายอาจทำให้เกิดความสับสนกับสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่า